กว่าจะมาเป็นหมอเบิร์ต
แน่นอนครับ..ผมคนหนึ่งล่ะที่เชื่อว่าคงมีน้อยคนที่อยากจะศึกษาวิชาโหราศาสตร์หรืออยากที่จะเป็นหมอดูตั้งแต่เด็ก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่มักจะชอบถามเด็กๆว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เด็กส่วนใหญ่ก็คงอยากจะเป็นแพทย์-พยาบาล,นักบิน,ทหาร,ตำรวจอะไรก็ว่ากันไป..ส่วนผมอยากเป็นหมอผ่าตัดพวกชันสูตรศพอะไรปานนั้น(ซาดิสตั้งแต่เด็ก)ที่นี้มาดูกันว่าชีวิตการเป็นหมอดูของผมเริ่มต้นยังไง…

แรกเริ่มเลยดีกว่าก่อนที่ผมจะเกิดคุณแม่บอกว่าตอนที่ตั้งท้องผมไม่มีการเจ็บปวดหรือทรมานอะไรเลย..momผมอยู่ในท้องของคุณแม่เป็นเวลา10เดือนกว่าจนต้องไปเช็คกับหมอว่าผมไปสร้างคอนโดอยู่ในท้องรึเปล่า? คุณหมอบอกว่าเด็กยังปกติดีทั้งคุณพ่อและคุณแม่ก็สบายใจ..
จนมาถึงวันนั้น..วันที่คุณแม่อยากไปนมัสการพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี..ท่านก็เดินทางไปกับญาติๆเพราะตอนนั้นคุณแม่ไปพักที่บ้านคุณยายที่ลพบุรีกะว่าจะคลอดที่นั่นจะได้มีคนดูแลเพราะคุณพ่อรับราชการอยู่กรุงเทพไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยตลอด..หลังจากที่คุณแม่ได้นมัสการรอยพระพุทธบาทเสร็จก็เกิดอาการปวดท้องจนคุณแม่คิดว่าจะคลอดตรงนั้นที่วัดเสียแล้ว โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็คงจะเป็นโรงพยาบาลพระพุทธบาทสระบุรี ก็เลยเข้าไปเพื่อที่จะคลอดผม..ในระหว่างที่วางยาสลบและทำการผ่าตัด(คุณแม่ผมเป็นโรคความดันไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้) คุณแม่ฝันไปว่าเดินทางเข้าไปในที่โล่งแจ้งแห่งหนึ่งและได้พบกับพระฤาษียืนถือไม้เท้าอยู่ คุณแม่ก็เลยเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อไปกราบ..ท่านก็บอกว่า “เอาพระองค์นี้ไปนะลูกแล้วจะดีเอง” หลังจากที่คุณแม่รับพระจากมือพระฤาษีแล้วร่างของท่านก็สลายกลายเป็นหมอกควันแล้วก็ค่อยๆหายขึ้นฟ้าไป..พอคุณแม่ตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงผมร้องไห้แล้ว..คุณแม่ถามพยายบาลว่าลูกปกติดีมั้ย..พยาบาลบอกว่าครบ32ค่ะ..แม่ก็สลบต่อ(ซะงั้น!!!)

ท้าวความไปถึงเมื่อวัยเยาว์(4-5ขวบมั้ง)..คุณแม่ของผมนี่แหละครับ ท่านชอบดูดวงมากมาย ที่ไหนเขาว่าแม่นก็จะตามกันไปดูรวมถึงพวกตำหนักทรงต่างๆด้วย..ท่านเล่าให้ฟังว่ามีพระอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นหลวงพ่อที่วัดอะไรสักแห่งในลพบุรีบอกคุณแม่ผมว่าไอ้หนูนี่โตขึ้นมันจะครูบาอารย์เขานะเลี้ยงดีๆแล้วจะทำให้พ่อแม่มีชื่อเสียงและอยู่อย่างสุขสบายหรือถ้าบวชก็จะเป็นเกจิชื่อดัง..เท่านั้นล่ะครับท่านผู้อ่าน..จินตนาการของคุณแม่ผมก็ไปถึงไหนต่อไหนแล้วไม่อาจบรรยายได้เท่าที่แม่เล่าให้ฟัง..

หลายปีต่อมา..คุณแม่ผม(อีกแล้ว)ก็ได้ไปรู้จักกับตำหนักทรงแห่งหนึ่งย่านดอนเมืองซึ่งเป็นตำหนักทรงที่เหมือนกับญาติฝ่ายหนึ่งของผมไปเสียแล้วเพราะตั้งแต่ผมเป็นเด็กจนจะแก่แล้ว..คุณแม่ยังคงไปหาคุณป้าร่างทรงท่านนี้อยู่เลย หลายคนคงสงสัยว่า “ลูกเป็นหมอดูแล้วทำไมแม่ยังไปหาคนอื่นอีกใช่มั้ยล่ะ” เหตุผลง่ายๆครับแม่มองผมเป็นเด็กเสมอบอกอะไรเตือนอะไรเขามักจะไม่ค่อยมั่นใจต้องให้เจอซะก่อนถึงมาชื่นชมผมทีหลัง..มิหนำซ้ำพอผมทายอะไรไปแม่ก็จะไปถามคุณป้าร่างทรงต่อเพื่อเป็นการตอกย้ำ(เขาเรียกว่าย้ำคิดย้ำทำป่าวไม่รู้นะ?!?) แต่ผมจำได้ว่าคุณป้าร่างทรงท่านนี้แหละครับที่ทายว่าอนาคตผมต้องเป็นร่างทรง…พระจ้าววววว!!!จะไปเอาอะไรมาทรงละค้าบบบพี่น้อง??? ไหว้พระก็มีบ้างเทพเจ้าก็ไม่รู้จักใครนอกจากเจ้าแม่กวนอิม..ในความคิดผมตอนนั้นมันฟังดูเหลือเชื่อบวกแอบคิดดูถูกในใจว่า”ป้าทายผิดละแม่นตอนสาวมามั่วตอนแก่อ่าดิ” แต่หลังจากนั้นไม่นานผมก็เลิกทานเนื้อวัวและควายแต่ไม่ใช่เพราะเจ้าแม่กวนอิมนะครับ เพียงเพราะว่านั่งรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัวแล้วเห็นรถขนสัตว์ไปที่โรงฆ่าสัตว์แถวรังสิตเมื่อตอนนั้นผ่านที่ไรเหม็นกลิ่นซากวัวควายทุกทีล่าสุดที่ผมเห็นคือบนรถมีควายหลายตัวน้ำตาไหลเหมือนจะมีเลือดออกมาด้วย ผมเลยถามแม่ว่าแม่เห็นควายร้องไห้มั้ย? แม่ตอบว่าเห็นแล้วแม่ก็ถามผมต่อว่าอยากช่วยควายมั้ย..ผมตอบไปว่าอยากช่วยทำไงดีแม่..(ในใจก็นึกแบบเด็กๆว่าแม่คงจะลงไปแล้วแปลงร่างเป็นWonder Womanแล้วอุ้มควายออกจากรถคันนั้น(ผมบ้าตั้งแต่เด็กจริงๆ))แต่แม่แค่บอกว่าเรามาเลิกทานเนื้อวัวเนื้อควายกันดีมั้ยพวกเขาจะได้ไม่ต้องโดนฆ่าเพิ่มขึ้นอีกเขาทำนาให้เรามีข้าวทานรู้มั้ย.. จากวันนั้นจนวันนี้เกือบ30ปีผมเลิกทานเนื้อวัวเนื้อควายได้และคิดว่าจะเลิกทานเนื้อหมูเป็นสัตว์ชนิดต่อไป…สา…..ธุ ขอให้เลิกได้ซะที!?!

ต่อมาจนผมอายุ 18 ปี ได้มีโอกาสไปพบพระเกจิอาจารย์ท่านหนึ่งคือท่านพระครูวิศิษฏ์พิทยาคม(หลวงพ่อวราห์ ปุญญวโร)341ที่วัดโพธิ์ทองย่านบางมดซึ่งท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะมากมายหลายระดับตั้งแต่บุคคลสำคัญของประเทศรวมไปถึงคนในวงการบันเทิงอีกมากมาย..ผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดท่านบ้างแบบลูกศิษย์ปลายของปลายแถวเพราะน้องชายลูกแม่บุญธรรมของผม”เจ้าอั๋น”ได้บวชและเป็นลูกบุญธรรมของหลวงพ่อวราห์ผมก็เลยพอจะมีโอกาสได้ให้ท่านทำนายดวงชะตาของผมได้บ้าง…”พออายุย่างเข้า 30 เบิร์ตจะต้องมีการพลิกผันในชีวิตแล้วต้องมาทำอาชีพที่เกี่ยวกับโหราศาสตร์นะ..เรานี่หูใหญ่นะเหมือนพระคเณศเลย” หลวงพ่อท่านกล่าวไว้อย่างนั้นแล้วท่านก็ยิ้ม…เอาล่ะซิครับท่าน!!! เหลือเวลาอีก10ปีวี่และแววยังคงไม่มีแล้วอะไรจะมาพลิกผันล่ะครับ..ก็คงต้องรอดูกันไปผมคิดในใจแบบนั้น..
แต่ในช่วงนั้นผมกับเจ้าอั๋นน้องชายคู่บุญบารมีunn1นี่ก็เริ่มที่จะสนใจเกี่ยวกับเรื่องตื่นเต้นมหัศจรรย์ต่างๆนานา.. อย่างเช่นประวัติของเทพต่างๆ เกจิอาจารย์ดังๆเขาทำอะไรกันถึงเก่ง การฝึกสมาธิ เขาทำน้ำมนต์กันยังไง มีคาถาอะไรดีๆเอามาท่องกันสนุกสนานตามประสาเด็กกันไป…แต่หลังจากนั้นไม่นานแม่ของผมก็นำพระคเณศมาให้ผมแล้วบอกว่าหลวงพ่อที่วัดดอนยานนาวาท่านฝากมาให้เพราะโยมที่เขานำมาปลุกเสกไม่มาเอาสักทีเกือบ10ปีแล้ว..ท่านเลยฝากแม่มาให้ผม..แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากได้มาก็ดีใจของฟรีนี่นะแถมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย…หลังจากนั้นผมก็จะฝันเห็นท่านมาโดยตลอดแต่ผมก็ออกแนวกินมากเลยฝันมากน่ะแหละ…

หลังจากผมเรียนจบปริญญาตรีมหาวิทยาลัยศรีปทุมคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษสื่อสารธุระกิจ ชีวิตผมช่วงนั้นมุ่งมั่นกับการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน..แต่ไม่ว่าจะมีการสอบสักกี่ครั้งไม่ว่าสายการบินในไทยหรือเทศผมจะต้องเข้ารอบสุดท้ายแล้วแห้วทุกที..นำมาซึ่งความผิดหวังหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งมาเริ่มทำงานครั้งแรกในคลังสินค้า(Thai Airports Ground Services Co.,Ltd)แล้วต่อด้วยDocument Export ของสายการบินLufthansa..จากนั้นเริ่มหาทางที่จะมีประสบการณ์ในงานด้านบริการเลยไปสมัครงานตำแหน่งพนักงานต้อนรับที่Le Royal Meridien Hotel ผมทำงานที่นี่หลายปีแต่ก็ยังสมัครสายการบินไม่ได้สักทีทั้งๆที่เพื่อนๆรุ่นเดียวกันบินไปไหนต่อไหนกันหมดแล้ว…เอาล่ะสงสัยต้องมาเอาดีทางงานโรงแรม..ผมเลยเบนเข็มใหม่และตั้งใจว่าจะประสบความสำเร็จในงานสายนี้ให้ได้..bhb2
จากLe Royal Meridian Hotel->InterContinental Hotel->The Metropolitan Bangkok Hotel->Conrad Hotel->Royal Cliff Pattaya->Landmark Hotel->CoCo Palm Beach Samui Hotel ผมใช้เวลา 8 ปีในการทำงานโรงแรมจากพนักงานต้อนรับ(Receptionist)จนมาถึงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป(General Manager)ถือว่าเร็วมากแต่เบื้องหลังแล้วปัญหาและอุปสรรคต่างๆนานามันเข้ามารุมล้อมชีวิตผมจนเคยคิดฆ่าตัวตายเพียงเพราะคำว่า”ไว้ใจ…เชื่อใจ” พูดง่ายๆคือชีวิตการทำงานโรงแรมผมจบลงเพราะเพื่อนหักหลังนั่นเอง..

ผมเคยคิดว่าผมเป็นคนหนึ่งที่โชคดี..สมัครงานที่ไหนครั้งใดก็มีแต่คนรับ..แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย คนที่ผมทั้งไว้ใจและเชื่อใจได้ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงและใส่ร้ายผมต่างๆนานาแก่โรงแรมหรือองค์การต่างๆที่ผมไปสมัคร โดยที่เขาจะเช็คกับคนอื่นๆที่รู้จักผมว่าผมจะไปที่สมัครไหนต่อแล้วเขาก็จะตามไปราวี…คงสงสัยกันใช่มั้ยครับว่าทำไมเขาถึงได้เครียดแค้นผมจัง…ผมเล่าให้ฟังแน่นอนครับ..เรื่องก็มีอยู่ว่าเขาทำงานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งอีกไม่นานเขากำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการใหญ่ในส่วนบริการลูกค้า แต่เนื่องด้วยประสบการณ์ของเขายังไม่พอที่จะบริหารงานตรงนี้ได้เขาเลยโทรมาชวนให้ผมไปเป็นผู้ช่วยเขาเพราะเขารู้ว่าการทำงานของผมเป็นอย่างไร..แต่ทางเจ้าของโรงแรมผู้บริหารระดับสูงเห็นว่าประวัติการทำงานและตำแหน่งปัจจุบันของผมเหมาะสมกว่าเพื่อนของผมที่จะทำหน้าที่นี้…ผู้บริหารเลยให้ผมขึ้นตำแหน่งผู้บริหารส่วนนี้แทนแล้วตัวเขาก็มาเป็นรองผม..แค่นี้แหละครับเรื่องไร้สาระ+ปัญญาอ่อนต่างๆจึงเกิดกับชีวิตผม…เซ็ง!!! …แต่พอเขาทำให้ผมออกจากที่โรงแรมนั้นได้เขาก็ยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งนี้เลย…
หลังจากนั้นผมก็หางานใหม่ได้คือการเป็นที่ปรึกษาให้กับเจ้าของธุระกิจโรงแรมและรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่มีชื่อ..แต่โชคไม่เข้าข้าง…ทำงานได้ไม่ถึงเดือนผมต้องเข้าโรงพยาบาลด่วนด้วยโรคแบคทีเรียลงกระเพาะ,ไข้หวัดใหญ่และตับติดเชื้อในเวลาเดียวกัน.. ผมนอนรักษาตัวอยู่เกือบเดือนรอดมาแบบที่ผมไม่อยากจะรอด..ทั้งน้ำเกลือทั้งเจาะเลือดทั้งอาเจียนทั้งปวดท้องปวดหัวและยาระงับประสาท สภาพผมที่ออกมาคงไม่ต่างกับผีตองเหลือง..ทางเจ้าของธุระกิจโรงแรมเลยขอเลิกสัญญาผมเพราะงานเขาต้องเร่งและมีคนใหม่มาสมัครพอดี..ผมก็ต้องเข้าใจแต่โดยดี..และก็ต้องลาออก..เฮ้อ!!!

ตอนนั้นผมอายุ29จะเข้า30 ปีผมไม่ได้นึกถึงคำทำนายใดๆของใครในอดีตทั้งสิ้น..รู้แต่เพียงว่าจะต้องมีงานทำให้ได้ เงินเดือนจะต้องเท่ากับที่เราเคยทำไว้ในอดีตให้ได้..เรื่องหาหมอดูเหรอ?ไม่เคยคิดจะให้หมอดูช่วยเพราะผมคิดเสมอว่า”หมอดูมีแต่จะทายว่าดีหรือไม่ดีไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้หรอก..” นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้นเพราะผมเฉยๆการดูดวง..แต่พอคนเรามันจนมุมจริงๆจนหาทางออกไม่เจอ เรียกได้ว่าอะไรก็มาเถอะตอนนี้จะแย่แล้ว..เลยมีเพื่อนผมคนหนึ่งตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่เซนต์จอห์นบอกว่าหมอดูคนนี้แม่นมากลองไปดูมั้ยเขาอาจจะแนะนำได้..ไอ้ผมก็ว่างๆไม่มีไรทำงั้นลองไปดูก็ได้…
หมอดูคนนี้ใช้ไพ่ยิปซีหรือไพ่ทาร์โรต์นี่แหละครับเปิดไพ่มาก็ทำนายเลยว่าผมกำลังแย่อยู่เพราะเป็นช่วงที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาทวงถามให้ทำหน้าที่ที่เคยสัญญาไว้…”หน้าที่อะไรวะ..สัญญาอะไรไม่เคยบน?!?” ผมแอบคิด.. เขาบอกต่อว่าผมจะต้องมาเรียนดูดวงกับเขาไม่งั้นก็จะตกอยู่อย่างงี้จนถึงขั้นหมดตัวได้เลย…เพราะดวงผมจะต้องทำงานเกี่ยวกับโหราศาสตร์หรือไม่ก็บวชไปเลยถึงจะดี..ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่..แล้วก็คิดในใจอีกแล้วว่า”เหมือนที่กูคิดไว้จริงๆ..แม่งหลอกให้กูมาเรียนจะเอาตังค์อ่าดิ” ถามว่าความแม่นยำในเรื่องอื่นๆที่หมอดูคนนี้ทำนายไว้เป็นอย่างไรบ้าง..ก็มีแม่นพอสมควรแต่เนื่องด้วยอคติในใจผมทำให้ไม่ค่อยที่จะเชื่อถือเท่าที่ควรทั้งๆที่มันก็ตรง…

ผมว่างงานอยู่กว่า6เดือนจนกระทั่งวันนั้นผมไปเดินเล่นที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ร้านหนังสือB2Sผมก็ไปเจอหนังสือสอนการทำนายด้วยไพ่ยิปซีของอาจารย์สังคม ฮอหรินทร์(เทวาพยากรณ์) ((ซึ่งผมถือว่าท่านเป็นอาจารย์คนแรกของผมทั้งๆที่ผมยังไม่เคยไปดูดวงหรือพบกับท่านเลยก็ตาม..ขอคาราวะครับ))propict65254705238สิ่งแรกที่ผมสนใจคือรูปในไพ่สวยดีไม่เหมือนกับไพ่ยิปซีทั่วไป..ในใจก็คิดว่า…”อ่ะ!ไหนๆก็มีคนทำนายไว้เยอะละ..ลองกับมันดูสักตั้งซิจะทำได้มั้ย..หมดหนทางทำมาหากินแล้วนี่เรา” นั่นคือสิ่งที่ผมคิดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว…แล้วผมก็ซื้อไพ่ชุดนี้มาพร้อมหนังสือในราคา 199 บาท แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาคุยกับผมว่าชอบดูดวงเหรอค่ะตอนที่ผมจ่ายเงินค่าไพ่ชุดนี้อยู่..ผมก็อายที่จะบอกเขาว่าผมจะเอาไปทำมาหากินอ่ะครับ..ก็เลยตอบไปว่าแค่สะสมไพ่น่ะครับสวยดี..เขาเลยแนะนำให้ผมไปที่ร้านหนังสือAsia Book สยามมีไพ่เยอะเลย..ด้วยความที่อยากได้อยากทำอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขาเลยขึ้นBTSต่อไปสยามทันทีจนลืมไปว่าตัวเองยังดูไพ่ไม่เป็นเลยนี่หว่ายังจะมาหาไพ่ใหม่ๆไปเรียนอีก…

พอถึง Asia Book ใช่เลย..ไพ่ต่างประเทศมากมายหลากหลายแบบ ลายเส้นและงานศิลป์ต่างๆบนไพ่แต่ชุดมันทำให้ผมรู้สึกอยากสะสมอยากเก็บโดยที่ไม่เกี่ยวกับการดูดวงแม้แต่น้อยเพราะโดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบงานศิลป์อยู่แล้ว…วันนั้นผมต้องใช้คำว่ากัดฟันซื้อไพ่มาชุดหนึ่งด้วยความชอบ..ไพ่ชื่อชุด gilded20tarot_1The Gilded Tarot Art & Book by: Ciro Marchetti & Barbara Moore. จำได้ว่าเหลือเงินในกระเป๋าอยู่ 20,000 กว่าบาท ไพ่ราคา 1,350 บาททั้งชุด เงินที่เหลือ10,000 กว่าบาทคือเงินก้อนสุดท้ายที่จะใช้ไปจนกว่าจะหางานใหม่ได้…
ผมกลับบ้านมาและตื่นเต้นกับไพ่เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่..ผมอ่านหนังสือของท่านอาจารย์สังคมก่อน..แต่ผมก็ยังงงๆเนื่องด้วยผมอาจจะเป็นคนเรียนรู้อะไรที่ค่อนข้างยากเกี่ยวกับพวกนี้(โง่น่ะแหละ)บวกกับความไม่มีใจให้กับการทำอาชีพนี้ด้วยและก็ไม่เห็นถึงความเป็นไปได้ในความมั่นคงของการเป็นหมอดูแม้แต่น้อย..ผมเลยอ่านไปแบบท้อแท้ไปจนกระทั่งร้องไห้..ร้องออกมาเองแบบไม่มีปี่ขลุ่ย..ร้องแบบคนที่อัดอั้นมานานแสนนาน..ร้องแบบไม่มีใครจะมาปลอบหรือให้กำลังใจใดๆได้เลย..แม้กระทั่งพ่อแม่เพราะผมคงไม่อยากให้ท่านรู้ว่าผมทุกข์จนจะไม่ไหวแล้ว…คืนนั้นผมหลับไปทั้งน้ำตาแต่ยังกอดกล่องไพ่ยิปซีที่ผมซื้อมาเหมือนกับว่าเขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชีวิตผมจริงๆ…

ผมตื่นขึ้นมากลางดึกตอนประมาณตี 3 กว่า..ผมจะร้องไห้อีกแล้ว..เหนื่อย..เหนื่อยใจ..แล้วผมก็ออกมาที่ห้องพระนั่งมองพระนานมากในใจก็บอกพระต่างๆนานาว่าลูกไม่ไหวแล้วแต่ลูกจะไม่ฆ่าตัวตายไม่ทำร้ายชีวิตตัวเอง..หลวงพ่อช่วยลูกด้วย..แล้วก็หันไปมองรูปพระคเณศที่ผมวาดเองตอนอายุ 18ปี(ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวาดท่านขึ้นมาได้ยังไง..(เพิ่งมาลงสีปี2552โดยราชัน แสงทอง))Ganesh by Bert&Rachan ผมมองที่พระพักตร์ของท่านแล้วก็พูดออกมาจากใจเลยว่า”ท่านครับ..ถ้าท่านจะให้ผมทำอาชีพนี้จริงๆ ท่านต้องช่วยผมนะครับ..ท่านอย่าให้ผมต้องลำบากและทุกข์ใจแบบนี้..ถ้าท่านต้องการให้ผมทำจริงๆท่านก็แสดงให้ผมเห็นซิครับให้ผมเชื่อซิครับว่าท่านอยู่คุ้มครองผมจริงๆเหมือนที่ใครๆเขาว่ากัน” ผมนั่งหลับตานึกถึงพระรัตนตรัย บิดามารดา และก็พระคเณศ ผมนั่งทำสมาธิอยู่ประมาณ10 นาทีในขณะที่ผมนั่งไม่มีสิ่งอัศจรรย์ใดๆเกิดขึ้นทั้งสิ้น..มีแต่ความสบายใจที่ได้ปลดปล่อยมีแต่ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าตกจากที่สูงแล้วมีเบาะที่แสนจะนุ่มรองรับ…ผมลืมตาพร้อมกับบอกตัวเองว่า”ชีวิตผมจะไม่หยุดตรงนี้…ผมต้องสู้..”

เช้าวันนั้นผมเริ่มศึกษาไพ่แต่ละใบด้วยตัวเองหยิบมาทีละใบ..นั่งมองไพ่และทำความรู้จักกับเขาใบต่อใบจนครบ 78 ใบ..เหมือนกับว่าวันนั้นผมมีเพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิตพร้อมๆกัน 78 คนและผมก็รู้จักเขาทั้งหมดภายใน 3 วัน ต่อจากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลจากหนังสือที่ซื้อมาทั้งไทยและต่างประเทศเพื่อศึกษาเพิ่มเติม…แต่ผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในการทำนายอยู่ดี..มันคงลำบากนะที่อยู่ๆจะมาทำนายใครว่าจะเจออะไรจะเป็นยังไงโดยที่เราก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าเราจะทายแม่นหรือเปล่า..คิดไปคิดมาลองไปเรียนดูดีกว่าเผื่อว่าจะได้อะไรที่มันดูเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น…ผมก็เลยตัดสินใจไปเรียนกับคนที่ดูดวงผมตอนแรกว่าจะต้องมาทำงานให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นแหละ…ค่าเรียนก็ 3,000 บาท ไม่รวมตำราไพ่หาซื้อเอง..สอน 10 ชั่วโมง เรียนเสร็จหางานให้ทำเลย..ฟังดูก็น่าสนใจอยู่นะอ่ะเรียนก็เรียน..

วันแรกของการเรียนกับอาจารย์ท่านนี้..เขาให้ผมเปิดไพ่อีกครั้งว่าจะเรียนได้สำเร็จหรือเปล่าโดยการเปิดใบเดียว..ผมหยิบได้ไพ่ THE MAGICIANthe-magician เขายิ้มแล้วบอกกับผมว่าเธอฉลาดนะคงไม่ต้องสอนมากหรอกมีพรสวรรค์อยู่แล้ว..เอาหนังสือนี่ไปอ่านมั้ยค่าถ่ายเอกสารก็ 150 บาท (นี่กูต้องจ่ายอีกแล้วเหรอ??? ผมคิด) แต่ผมก็ต้องซื้อเพราะคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีถ้าเขาแนะนำ..แต่ต่อมาเขาไม่ได้สอนอะไรผมเลยนอกจากบอกว่าเธออ่านหนังสือที่ให้ไปถึงไหนแล้ว..พอผมบอกว่าอ่านจบแล้วครับ..เขาก็บอกว่ามีเล่มนี้อีกนะสนใจมั้ยเขาคิดแค่ 100 บาท (อารายว้า..อีกแล้วเหรอ???) ทั้งๆที่มันไม่ได้หนาอะไรเลยนะครับ..พอมีบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจไปถามเขา เขาก็บอกว่าเธอว่ายังไงล่ะก็บอกว่าเป็นแบบนี้แบบนี้ครับ..เขาก็บอกผมว่าเออถูกแล้วมีอะไรอีกมั้ยอาจารย์จะรีบทำงานต่อ(คือรับJobดูดวงแบบโทรไปหาลุกค้าของแกน่ะแหละ) สรุปผมก็เลยถามตัวเองว่าได้อะไรจากการเรียนกับผู้หญิงคนนี้ที่เรียกแทนตัวเองว่าอาจารย์บ้าง..ส่วนสามีเขาก็ออกจะเขี้ยวลากดินชอบใช้งานผมนอกเรื่องเช่นยกโน่นยกนี่..ให้ไปซื้ออะไรต่อมิอะไรโดยที่แกไม่ถามผมสักคำว่าสะดวกที่จะทำมั้ย..

ผมเริ่มคิดว่าผมคงไม่อยากที่จะไปเรียนกับ2สามีภรรยานี้อีกแล้วเพราะนอกจากจะไม่สอนหรือสอนไม่รู้เรื่องแล้วยังออกแนวเอารัดเอาเปรียบพร้อมทั้งนินทาหมอดูคนอื่นๆให้ผมฟังอีก..ต่อจากนั้นผมก็เริ่มตั้งใจที่จะศึกษาเองโดยที่จะไม่ฟังใครนอกจากหนังสือเหล่านั้นบวกกับตำราต่างประเทศที่ผมซื้อมาเอง..แล้วสิ่งแปลกประหลาดก็เกิดขึ้น..

ในทุกๆคืนที่ผมนอนหลับเป็นระยะเวลาเกือบๆ 6 เดือนผมจะฝันเห็นเด็ก,ผู้หญิงและคนแก่ผู้ชายมาหาผมแทบทุกคืน..คนเหล่านี้จะมาดูดวงและถามความหมายของไพ่กับผมในฝัน..พวกเขาจะสลับกันมา..คำถามต่างๆจะถามเหมือนกับว่าจะลองภูมิผมกับไพ่ที่เปิดมาว่าจะตรงใจเขามั้ย..ถ้าทำนายตรงเขาก็ยิ้ม..แต่ถ้าไม่ตรงเขาจะอธิบายไพ่ใบนั้นให้ผมฟังอย่างละเอียด..ผมฝันแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเป็นระยะเวลาเกือบ6เดือน ในช่วงแรกๆผมคิดว่าผมคงเครียดหรือตั้งใจมากเกินไปกับการเรียนรู้..แต่หลังๆผมคิดว่าไม่ใช่..เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันดูจงใจจนผมไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนอกจากเพื่อนสนิทเพราะผมกลัวเขาหาว่าผมบ้าไปแล้วเพราะตกงาน..

ต่อมาไม่นานสองสามีภรรยาหมอดูที่ผมเคยไปเรียนด้วยก็โทรมาตามบอกว่ามีงานให้ทำสนใจมั้ยและยังบอกอีกว่าผมคงไม่ต้องมาเรียนแล้วเพราะเขาเชื่อว่าผมดูดวงได้แล้ว..ในใจผมก็คิดว่าจะมาหลอกอะไรอีกล่ะผมยังไม่เคยดูให้ใครเลยแล้วจะมารู้ได้ไงว่าผมดูได้แล้ว…แต่เนื่องด้วยเงินในกระเป๋าจะหมดแล้วทำไงดี..ไหนลองไปอีกทีซิเผื่อว่าจะมีงานดีๆจริงๆ..อ่อผมลืมบอกไปว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เขาดูดวงอยู่ที่อิมพีเรียลเวิร์ลลาดพร้าวครับส่วนบ้านผมอยู่สะพานใหม่ต้องนั่งรถตู้ไปก็ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆค่ารถ 30 บาทไปกลับก็ 60 บาท..

พูดถึงเรื่องงานที่เขาบอกว่ามีให้ทำก็คือ..ให้ผมนั่งเป็นหมอดูกับพวกเขานั่นแหละเพราะหมอดูท่านอื่นๆที่เคยอยู่กับเขาก็ออกกันไปหมดเพราะทน2คนนี้ไม่ไหวแต่เขากลับบอกผมว่าเรียกให้มาเพราะเวลามีคนมาดูเยอะๆแล้วต้องรอ..เขาก็จะให้มาดูกับผมสำหรับคนที่เป็นลูกค้าขาจร..ส่วนเจ้าประจำเขาก็จะให้รอเขา..เขาคิดค่าดู150บาทต่อคนแต่ถ้าผมดูก็ต้องหักจ่ายให้เขาเป็นค่าที่ 45 บาทคือ 30%..ผมจะได้ 105 บาทต่อคน ..105บาทต่อคนถ้าวันหนึ่งมีมาดูสัก10คนก็ได้1,050บาทแล้วซินะผมคิด..แต่กลับกัน..ผมจะได้ดูดวงแค่วันละไม่เกิน2คนเท่านั้นหรือไม่บางวันก็ไม่มีเลยเพราะเขาจะไม่แบ่งคนมาให้ผมดูเลย..จะบอกอย่างเดียวว่าให้นั่งรอทั้งๆที่ผมก็ยังว่างอยู่แล้วเขาก็บอกผมว่าลูกค้าเก่าของเขา..ช่วงแรกๆผมก็เข้าใจแต่หลังๆมีคนมาถามกับผมเองว่าที่นี่ดูอะไรชนิดไหนบ้าง..เขาก็แทรกเข้ามาทันทีแล้วบอกว่าเชิญนั่งค่ะแล้วเขาก็ดูผู้ชายคนนั้นเลยโดยที่ไม่สนใจว่าผมจะคิดยัง..พอผู้ชายคนนั้นกลับไปเขาก็บอกกับผมว่าลูกค้าเก่า..ถ้าผมเชื่ออีกก็คงโง่เต็มที..ส่วนสามีของเขาก็มีงานเหมาคือไปดูดวงที่บริษัทหรือตามงานต่างๆที่คนเยอะๆแล้วมีงานเลี้ยงก็จะเหมาหมอดูไป 3 คนเพื่อไปบริการลูกค้าคิดเหมาค่าหัวคนละ3,000-5,000 บาทต่อวัน(3-5ชั่วโมง)แล้วเขาก็ชวนผมไปดูดวงงานนี้..เขาบอกว่าได้เยอะนะไปกับเขาเถอะ..ด้วยความโง่หรือเพราะเงินไม่มีก็ไม่รู้ผมก็ตามเขาไปนั่งดูไปได้10กว่าคน..ส่วนเขานั่งเฉยๆและบอกให้น้องอีกคนนึงดูแทนซึงพฤติกรรมต่างจากที่ร้านเขามากๆแต่ผมสังเกตุเห็นว่าเขาจะเลือกดูเฉพาะคนแต่งตัวดีมีสร้อยทองเส้นใหญ่ๆใส่..พอตกตอนเย็นคือคนกลับหมด..ระหว่างทางเขาก็ยื่นเงินมาให้ผม 300 บาทแล้วบอกว่านี่ค่าตัวของผมวันนี้..อ่อลืมไปผมต้องให้เขาอีก50 บาทหักค่าภาษีและก็ค่าน้ำมันรถที่เขาขับไปสรุปเหลือแค่ 250 บาททั้งๆที่เขาได้วันนั้น 10,000กว่าบาทแค่ไม่ถึง5ชั่วโมง…

วันนั้นผมนั่งนึกท้อแท้หมดกำลังใจอีกครั้งว่าทำไมสังคมสมัยนี้มันโหดร้ายจัง..ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าผมกำลังแย่อยู่แต่ทำไมทำกับผมแบบนี้..ผมนั่งนึกเสียดายค่ารถไปกลับวันละ 60 บาทของผม ผมเสียดายเวลาที่ต้องมานั่งตั้งแต่ 10โมงเช้าจนถึง 2 ทุ่มเป็นเวลา 2 เดือนโดยที่บางวันไม่กล้าจะกินข้าวกลางวันเพราะกลัวเงินหมด..พอกลับบ้านพ่อแม่ก็จะถามว่าวันนี้ดูมากี่คน..ผมก็จะยิ้มหนาบานว่าดูมา 5 คน แต่ใจผมมันห่อเหี่ยว..แต่เหมือนแม่จะรู้ว่าผมอดข้าว..แม่จะเตรียมอาหารไว้ให้ผมทุกๆเย็นและถามผมว่าจะห่อไปกินที่นั่นด้วยมั้ยพรุ่งนี้?!? ผมก็บอกว่าไม่ต้องผมหาทานได้กลัวแม่จะเป็นห่วง…หลังจากนั้นผมไม่กลับไปที่นั่นอีกเลย..แต่ผมจะทำยังไงดีไม่ให้พ่อแม่รู้ว่าผมไม่ไปที่นั่นแล้วกลัวท่านจะเป็นห่วง…มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าทำไมผมไม่หางานล่ะจะได้ไม่ต้องลำบาก..หรือว่าเลือกตำแหน่งอีก..เปล่าเลยครับ..ไม่ว่าจะเป็นการเดินเข้าไปด้วยตัวเองวันละ3-5ที่..ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เน็ตไม่มีใครรับผมเลย..จนกระทั่งทุกวันนี้…

แล้วจุดเริ่มต้นจริงๆของผมก็มาถึง..ผมรู้จักกับพี่สาวที่คอยให้กำลังใจผมมาเสมอคนหนึ่งคือ พี่หมู พิมพ์ผกา (ตอนนี้เป็นพรผกาแล้ว)e0b89ee0b8b5e0b988e0b8abe0b8a1e0b8b9 ผมรู้จักพี่หมูมาเกือบ 5 ปีแล้วตั้งแต่ยังทำงานโรงแรมจนกระทั่งมาคุยกับพี่หมูเรื่องหมอดู..ผมยอมรับว่าตอนแรกผมอายที่จะบอกใครว่าผมทำอาชีพนี้อยู่..แต่วันนั้นพี่หมูเหมือนจะมีปัญหาส่วนตัวแล้วก็คุยกับผมแบบพี่น้องปรึกษากันผมก็เลยบอกพี่หมูว่า..พี่จะลองให้ผมดูดวงให้มั้ย..แต่ดูผ่านทางโทรศัพท์นะครับ(เพราะผมคงไม่มีตังค์ที่จะออกไปไหนได้ในตอนนั้น) พี่หมูก็โอเคเลย..ผมก็ทำนายไปตามประสาผมพี่หมูก็ถามผมก็ตอบ..จนกระทั่งพี่เขาบอกว่า”แม่นมากเบิร์ต..เอางี้อีก3เดือนพี่จะรอดูในสิ่งที่ทำนายไว้แล้วยังไม่เกิดขึ้นถ้าตรงพี่จะหาลูกค้าให้นะ” แล้วพี่หมูก็จะให้ค่าครูผม..ผมก็ไม่กล้ารับเพราะบอกตรงๆว่ากลัวดูผิดแล้วรับเงินเขามาจะเป็นบาป..จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 3 พี่หมูมาCommentในHi5(http://pekazus.hi5.com)ของผมว่าสิ่งที่ผมบอกไปเจอหมดเลยตามนั้นเป๊ะ! แล้วพี่เขาก็แนะนำใครหลายต่อหลายคนมาดูดวงกับผมที่บ้านบ้างโทรศัพท์บ้าง..แต่พักหลังผมจะไม่ดูทางโทรศัพท์แล้วถ้าไม่จำเป็นจริงๆเพราะผมจะปวดหัวมาก..
ต่อจากนั้นก็มี ต่าย ซีซันเชนจ์btมาดูเป็นขาประจำจนเป็นพี่น้องกันไปแล้ว..พอดูต่ายเสร็จต่ายก็แนะนำคนในวงการอีกหลายต่อหลายคนมา…..และด้วยความปรารถนาดี(แนวเจ๊ดัน)ของน้องๆในวงการบันเทิง..ผมได้ลงในคอลัมดาราดูดวงกับใครในหนังสือแพรวสุดสัปดาห04400_001์เมื่อปีที่แล้วนั่นคือการลงสื่อครั้งแรกในชีวิตของผม..จากที่วันหนึ่งมีคนมาดูบ้างไม่มีบ้างกลายเป็นดูทุกวัน..ต้องมีการจัดคิว..ดูตั้งแต่เช้ายันตี2 ก็เคย..ดูจนป่วยเข้าโรงพยาบาลกันไปเลย..ต่อมาได้รับการติดต่อจากทางนิตรสารของDTACให้พยากรณ์12ราศี…ล่าสุดเมื่อต้นปีมีโอกาสได้พยากรณ์ผ่านรายการราตรีสโมสรทางช่อง3…จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมไม่เคยคิดว่าผมดัง..(ก็เพราะมันยังไม่ดังอ่ะ)ผมยังใช้ชีวิตปกติใส่กางเกง3ส่วนรองเท้าแตะเดินตามห้างไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามจะเห็นผมเป็นแบบนี้..หรือคนที่เคยมาดูดวงกับผมที่บ้านจะรู้ว่าการแต่งการของผมไม่ได้ดูน่าเชื่อถือเหมือนอาจารย์ที่ดูดวงทั่วไปเลย..เสื้อยืดกางเกง3ส่วนนั่นคือชุดทำงานของผม..

มาถึงบรรทัดนี้ไม่น่าเชื่อว่าตัวหนังสือทั้งหมดนี้จะบอกชีวิตที่ผ่านมาของผมได้จนเกือบจะหมดเปลือก..แต่ชีวิตที่ผมฟันฝ่ามามันดูยาวนานเสียเหลือเกินโดยเฉพาะช่วงที่มีความทุกข์…เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆทำให้ผมพบเพื่อนแท้..ทำให้ผมมี”ความหวัง”..รู้จักคำว่า”ประหยัด”..รู้จักคำว่า”รักตัวเอง”..และรู้จักคำว่า”อดทน”เป็นอย่างดี..แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ผมได้เรียนรู้แล้วว่าความสุขของผมไม่ใช่มาจากการทำงานที่ได้เงินเดือนเป็นแสน..แต่มันมาจากผมมีความสุขกับการทำงานตะหาก..ผมมีความสุขหลังจากคนที่มาหาผมกลับไปพร้อมกับความหวังและกำลังใจ..ผมมีความสุขหลังจากที่ทำให้ใครหลายๆคนหันหน้ามาสวดมนต์ไหว้พระทำบุญทำทานมากขึ้น…มีความสุขกับการได้รับความรักจากคนที่มาดูดวงที่รักและเคารพกันเหมือนพี่น้อง… มีความสุขที่ทั้งพ่อและแม่ยอมรับและภูมิใจกับอาชีพนี้ของผม และสุดท้ายผมมีความสุขที่ใครๆเรียกผมว่า “หมอเบิร์ต” (ก็อยากเป็นหมอตั้งแต่เด็กแล้วนี่นะ)🙂

ผมขอขอบคุณ

-คุณพ่อคุณแม่
ที่เลี้ยงดูผมมาเป็นอย่างดีและวันนี้เข้าใจในสิ่งที่ผมทำและคอยเป็นกำลังใจให้อยู่ห่างๆ…ผมอาจจะไม่ได้ตอบแทนพระคุณท่านด้วยทรัพย์สินเงินทองที่มากมายในเวลานี้ แต่สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดคือ การเป็นคนดีและพยายามไปถือศีลทุกๆเดือนเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ผมมีสุขภาพที่แข็งแรงสบายทั้งกายและใจ สิ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจและดีใจที่สุดที่ผมได้ทำให้ท่านทั้งสองคือการกราบเท้าในวัดเกิดทุกๆปีและวันปีใหม่…”ผมก็รักพ่อกับแม่นะ”

-ครูอาจารย์ทุกๆท่านทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ รวมไปถึงไพ่ยิปซีทุกสำรับที่ผมใช้
บุญกุศลที่ผมได้เคยทำมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันขออุทิศให้ท่านทั้งหลายได้รับบุญนั้นและได้ไปอยู่ในภพภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้นไปจนถึงพระนิพพานด้วยเทอญ..

ซาซ่า

ซาซ่า


-ซาซ่า
เพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจไม่ว่าผมจะตกอยู่ในสภาพไหนจะมีซาซ่าที่เข้าใจผมที่สุด…เพื่อนคนนี้จะคอยแวะมาเยี่ยมผมทุกๆครั้งในเวลาที่ป่วย(ตอนที่ชีวิตย่ำแย่) คำพูดที่ผมได้ยินจากปากซาซ่าเสมอคือ “ฉันเข้าใจแกนะเบิร์ต”

ตี๋เล็ก

ตี๋เล็ก


-ตี๋เล็ก
เพื่อนแท้ที่ไม่มีสิ่งใดมาประเมินค่าของความจริงใจของมันได้เลย..เล็กจะเป็นเพื่อนที่คอยเตือนและให้แง่คิดเวลาผมทำอะไรก็ตาม..ไม่เคยปฏิเสธเวลาผมขอความช่วยเหลือทั้งๆที่บ้างครั้งมันก็เดือดร้อน แต่ผมก็จะพบรอยยิ้มของเพื่อนคนนี้เสมอแล้วบอกว่า..”เออน่าไม่เป็นไรมึงเอาตัวให้รอดก่อน..กูเอาตัวรอดได้” (แต่กับเมียมันท่าจะรอดยากครับพี่น้อง..555++)

นัท

นัท


-นัท
การกระทำและคำพูดหลายอย่างของนัททำให้ผมรู้ว่าเพื่อนคนนี้ห่วงผมมากมาย..ช่วยเหลือผมในทุกๆอย่างที่เขาสามารถช่วยได้..ไม่ว่าจะเป็นการไปโปรโมทผมที่ทำงาน(การบินไทย) ชวนเพื่อนๆมาดูดวง แถมบางครั้งถ้ารู้ว่าผมไม่เงินใช้ ยังเคยทำฟอร์มาดูดวงแล้วให้ตังค์ผมอีก…พอไม่เอาตังค์มันก็มีการบังคับว่า “นี่เป็นค่าครูแกต้องรับ” ทั้งๆที่มันดูดวงกับผมแค่ไม่ถึง5นาที นัทจะบอกกับผมเสมอว่า “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะเบิร์ต” แต่ถ้าผมมีปัญหาหรือทะเลาะกับใครเมื่อไร นัทก็จะพาลเกลียดคนนั้นตามไปด้วยเสมอ..แบบว่าเจ็บแทนแค้นแทนประมาณนั้น 555++

-พี่มด
พี่ที่คอยดูแลทั้งในหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัวบวกกับกำลังใจดีๆ..คำพูดที่พี่มดบอกผมเสมอ..”อดทนนะเบิร์ต แกยังไม่ตายง่ายๆหรอก”

-ป้าอ้อ
พี่สาวที่หายสาบสูญ..ไม่รู้เพราะหนีหนี้ใครรึเปล่า..555++ เบิร์ตยังคิดถึงเวลาที่พี่อยู่ใกล้ๆเบิร์ตในเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตวันนั้นได้เสมอนะ…ป้าอ้อจะคอยรับฟังในทุกๆเรื่องที่ผมเล่าอย่างตั้งใจและคอยหาทางออกให้เสมอ คำพูดที่คุ้นเคยคือ..”เบิร์ต..ว่ามาพี่ศิริจะฟังและเชื่อว่าเบิร์ตจะผ่านมันได้”

พี่หมู

พี่หมู


-พี่หมู
พี่สาวที่คอยรับฟังและให้ทั้งแง่คิดทั้งด้านบวกและลบให้ผมเสมอ..ถ้าวันนั้นไม่มีพี่คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาวันนี้ของผมก็คงไม่มี..ขอบคุณที่พี่คอยรับฟังและเข้าใจเบิร์ตเสมอ..

ต่าย ชุติมา

ต่าย ชุติมา


-ต่าย
เจ๊ดัน!!!..ไม่ว่าจะไปทำงานถ่ายแบบหรือไปกองถ่ายที่ไหนต่ายจะเอาผมไปโปรโมทเสมอ..ในช่วงแรกๆของการดูดวง..เวลาถามว่าได้เบอร์และรู้จักผมได้ยังไงก็จะตอบมาว่าจากน้องต่าย ซีซันเชจน์เสมอ ส่วนใครจะว่าต่ายยังไงผมไม่สน..แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากน้องคนนี้คือ”ความจริงใจ”ที่มันนอกเหนือจากหมอดูกับคนที่มาดูดวง ต่ายรู้ว่าผมชอบหมีเท็ดดี้..เวลาต่ายไปเที่ยวหรือไปทำงานที่ต่างประเทศก็จะซื้อมาฝากเสมอ..บางครั้งโทรมาหาผมตอนดึกๆแล้วถามว่าหิวอะไรมั้ยจะซื้อก๋วยเตี๊ยวไปฝากทั้งๆที่ต่ายนั่งกินอยู่ที่เยาวราชแต่บ้านผมอยู่สะพานใหม่.. ผมดีใจที่มีน้องที่คอยห่วงผมแบบนี้สงสัยจะทำบุญกันมาเยอะ …”พี่ก็เป็นห่วงแกเหมือนกันนะต่าย”

โอปอล์

โอปอล์


-โอปอล์
ขอบคุณที่ให้กำลังใจพี่และจะคอยหาลูกค้าให้จากที่ผ่านมารวมถึงการให้สัมภาษณ์ถึงพี่ในหนังสือสุดสัปดาห์…และคิดที่จะผลักดันให้ดังเกินหมอดูคนอื่นๆให้ได้…สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ความดังเพราะมียศเสื่อมยศมีลาภก็เสื่อมลาภได้ แต่สิ่งที่พี่อยากได้ที่สุดคือความจริงใจที่ปอล์มีให้เสมอมา ขอบคุณที่พูดถึงกันในสิ่งดีๆนะ พี่ก็คงเป็นกำลังใจให้นู๋เช่นกัน

12 Responses to “เรื่องเล่าของผม (ย้ายไปเว๊ปนี้แล้วนะครับ http://www.bertarot.exteen.com/page )”


  1. เอาใจช่วยพี่หมอนะครับ ว่างๆมาดูให้ผมหน่อยนะครับ

  2. Khang Says:

    อ่านประวัติแล้ว โห….น่าสงสาร เขียนพลอตละครได้เลยอ่ะครับ….

    เอาใจช่วยเน้อ…

    โทรดูทางไกลยังแม่นสมคำร่ำลือ … หมอดูแม่นๆ ค้าบ เชิญทางนี้…

    ไม่ได้โม้….

  3. mumu Says:

    พี่เบิร์ตเขียนหนังสือขายเป็นอาชีพเสริมด้วยดีก่ามั้ยยยย?
    คงจะขายดีน่าดู ภาษาเขียนเล่าออกมาได้เจ๋งมากๆ แถมเนื้อหาชีวิตนี่
    ขอบอกว่า นี่แหละ ชีวิต !!
    ว่าแต่เมื่อไรจะได้ไปดูหมอกะพี่น๊า..?!?!?!?

  4. บอลล์ Says:

    อยากดู ๆ ไว้โทรไปนัดคร๊าบบบ

  5. ดรีม Says:

    พี่คะช่วยบอกวิธีสู้ชีวิตแบบนี้ให้หนูตอนไปดูดวงกับพี่ด้วยนะ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ

    1. bertarot Says:

      ไม่ยากครับ..แค่มองทุกอย่างให้เข้าใจว่าธรรมชาติของเราเกิดมาตัวเปล่า…จะอยู่หรือจะไปก็ต้องตัวเปล่าเช่นกันแต่จะช้าหรือเร็วก็เท่านั้นเอง…และที่สำคัญต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร…เพื่ออยู่กับแฟน เพื่อร่ำรวย หรือเพื่อที่จะไม่เกิดอีก… ^_^


  6. แหล่ม มากมายรจนาได้ยาวเหยียด แต่เรื่องข้าพเจ้าน้อยไปนิดน่ะพี่ชาย เป็นพี่น้องกันมาตั่งนานเพิ่งจะรู้ว่าเป็นเด็กชนบท เจอกันคราวหน้าเล่าความฝันให้ฟังด้วยน่ะพี่ชาย
    ฉัตรพิรุโณ ประภาพรรณวดี ศรีอมรเทพมหาสารคาม

  7. อาท Says:

    ซาบซึ้ง
    น้ำตาจะไหล
    อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นทันที
    ขอบคุณนะคับ
    อาท

  8. ตั๊กแตน Says:

    พี่เบิร์ตขา น้องสวดมนต์ตามที่พี่แนะนำทุกวันแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างที่ไม่คาดฝันจริงๆด้วยค่ะ ความรักหนูดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ แค่นี้ก็มีกำลังใจแล้ว
    ขอบคุณพี่มากๆนะคะ แล้วจะแวะไปหาอีกค่ะ


  9. อ่านแล้วนึกถึง

    วัลลี……..

    สู้เพื่อแม่นะจ๊ะที่รัก

  10. Arthur Says:

    อยากจะบอกว่าดูหมอกับหมอเบิร์ตเนี้ย
    ไม่มีผิดหว้งเลยครับ หมอพูดได้ตรงตามที่ถามไว้มากๆ
    อยอกให้หมอมีความสุขความเจริญในทุกๆด้านทั้งเรื่องชีวิตและการงานนะครับ
    คิดถึงหมอมากมายเลย ตั้งแต่หมอดูมา มีอะไรที่เราเห็นผลมาหลายอย่างแล้วครับ
    ขอบอกว่าแม่นมากๆครับ ขอบคุณหมออีกครั้งนะครับ
    อยากให้หมอมาดูให้อีกนะครับ แต่ถ้าท่าจะคิวเต็มแน่นอนเลย อิอิ

  11. bertarot Says:

    (ย้ายไปเว๊ปนี้แล้วนะครับ http://www.bertarot.exteen.com/page )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s